www.engineerthailand.com เวบไซต์สำหรับวิศวกรไทย และนักศึกษาวิศวกรรม รวบรวมความรู้ พัฒนาวิศวกรไทยสู่ความเป็นเลิศ                                                                                                                                                                                                                                          
 
 สถิติวันนี้ 716 คน
 สถิติเมื่อวาน 1189 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
11388 คน
194166 คน
1370480 คน
เริ่มเมื่อ 2012-11-03

                                    กฎหมายสิ่งแวดล้อม                                                                                                                    xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />

 

                                เพื่อให้การดำเนินงานควบคุมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมีผลมากยิ่งขึ้น   ได้มีประกาศใช้กฎหมายหลายฉบับใน  ..2536  ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายฉบับเก่าที่มีมานานแล้วให้ทันสมัยและมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนเพิ่มมากยิ่งขึ้น   กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่สำคัญได้แก่   พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ   พระราชบัญญัติการสาธารณสุข    พระราชบัญญัติโรงงาน   และพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย                                                                                                                                                                                    

                              1.พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  .. 2535

                              พระราชบัญญัติ  ( . . .) ฉบับนี้มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน  .. 2535 โดยยกเลิกฉบับเก่าซึ่งมีใช้มาตั้งแต่ . . 2522  และใช้หลักว่า  บุคคลที่ก่อให้เกิดภาวะมลพิษต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพื่อการขจัดมลพิษนั้น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่และสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รักษาการตาม  .. . นี้

                              โครงสร้างของกฎหมายแบ่งเป็น 7 หมวด คือ

1.    คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้นประกอบด้วยรัฐมนตรี  10  ท่าน  มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีเจ้าหน้าที่ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชนส่วนหนึ่ง  เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและดำเนินการวางแผนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติให้เป็นไปตามกฎหมาย

2.    กองทุนสิ่งแวดล้อม   จัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมขึ้นในกระทรวงการคลัง   โดยให้กรมบัญชีกลางเป็นผู้รับผิดชอบบริหารกองทุนตามคำแนะนำของคณะกรรมการกองทุนที่จัดตั้งขึ้นใหม่   เพื่อกำหนดเงื่อนไขในการให้รัฐและเอกชนกู้ยืม  หรือเป็นเงินช่วยเหลือในกิจการที่เกี่ยวกับการส่งเสริม  และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย

3.    การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม  การกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อม   การวางแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม   การประกาศเขตอนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม   การทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมอยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติโดยมีรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่และสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ปฏิบัติการ

4.    การควบคุมมลพิษ  ให้จัดตั้งคณะกรรมการควบคุมมลพิษ  โดยมีปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่และสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน  เพี่อเสนอแผนปฏิบัติการป้องกันหรือแก้ไขอันตรายจากมลพิษ  รวมทั้งให้คำแนะนำในเรื่องมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด   ประกาศเขตควบคุมมลพิษ  มลพิษทางอากาศและเสียง  มลพิษทางน้ำ  มลพิษอี่นๆ  และของเสียอันตราย  การตรวจสอบและควบคุม  ค่าบริการและค่าปรับ  ทั้งยังกำหนดให้เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษมีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบ  สั่งปรับปรุงและให้คำแนะนำต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการปฏิบัติการจดทะเบียนผู้รับจ้างเป็นผู้ควบคุมหรือรับจ้างให้บริการ  บำบัดน้ำเสียหรือกำจัดของเสียต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นด้วย

5.    มาตรการส่งเสริม  ต่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษทางด้านอากรขาเข้าของเครื่องจักรอุปกรณ์  การขอนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาปฏิบัติหน้าที่  โดยยื่นขอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

6.    ความรับผิดทางแพ่ง  กำหนดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ  มีหน้าที่รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่ตนเองก่อขึ้น

7.    ทบกำหนดโทษ  ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย  อาจถูกจำคุกตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 5 ปี  หรือปรับไม่เกิน 5,000 ถึง 500,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  แล้วแต่มาตรการที่ฝ่าฝืน

  2 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  .. 2535

พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในเดือน กรกฎาคม  .. 2535  แทนฉบับเก่าซึ่งใช้มาตั้งแต่ ..  2522  โดยแบ่งโรงงานเป็น  3  ประเภทใหญ่  เพื่อสะดวกในการควบคุมและกำกับดูแล  ให้รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาการตาม  ... นี้

    “โรงงาน” ตาม ... นี้หมายความว่า “อาคาร  สถานที่  หรือยานพาหนะที่ใช้เครื่องจักร  มีกำลังรวมตั้งแต่ห้าแรงม้าหรือกำลังเทียบเท่าตั้งแต่ห้าแรงม้าขึ้นไป  หรือใช้คนตั้งแต่เจ็ดคนขึ้นไปโดยใช้เครื่องจักรหรือไม่ก็ตาม  สำหรับทำ  ผลิต  ประกอบ  บรรจุ  ซ่อมบำรุง  ทดสอบ  ปรับปรุง  แปรสภาพ  เก็บรักษา  หรือทำลายสิ่งใดๆ   ทั้งนี้ตามชนิดของโรงงานที่กำหนดในกฎกระทรวง”  โครงสร้างของกฎหมายแบ่งเป็น  3  หมวด  ได้แก่

1       การประกอบกิจการโรงงาน

              . ประเภทของโรงงาน   ได้แบ่งประเภทของโรงงานออกเป็น 3 ประเภท   ได้แก่

                      โรงงานประเภทที่ 1  ได้แก่ โรงงานประเภท  ชนิด  และขนาดที่สามารถประกอบกิจการโรงงานได้ทันที  ตามความประสงค์ของผู้ประกอบกิจการโรงงาน  ส่วนใหญ่ได้แก่โรงงานขนาดเล็กใช้เครื่องจักรไม่เกิน 20 แรงม้า  หรือคนงานไม่เกิน  20  คน

                       โรงงานประเภทที่ 2  ได้แก่  โรงงานประเภท  ชนิด  และขนาดที่เมื่อจะประกอบกิจการโรงงาน  ต้องแจ้งให้ผู้อนุญาต  (กรมโรงงานอุตสาหกรรม)  ทราบก่อน  ส่วนใหญ่ได้แก่โรงงานขนาดกลางมีเครื่องจักรไม่เกิน  50  แรงม้า  หรือคนงานไม่เกิน  50  คน

                       โรงงานประเภทที่ 3  ได้แก่  โรงงานประเภท  ชนิด  และขนาดที่การตั้งโรงงาน  จะต้องได้รับใบอนุญาตก่อน   จึงจะดำเนินการได้  (ใบอนุญาตมีอายุ  5  ปี)  ส่วนใหญ่ได้แก่โรงงานขนาดใหญ่ที่มีเครื่องจักรเกิน  50  แรงม้า  หรือคนงานเกิน  50  คน  หรือโรงงานที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

              . กำหนดมาตรฐาน  และวิธีการควบคุมการปล่อยของเสี่ยมลพิษหรีอสิ่งใดๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ซึ่งเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการจากโรงงาน  การจัดเอกสารประจำโรงงาน และข้อมูลที่ต้องแจ้งโดยให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงด้วย

              . การขยายโรงงาน  ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (โรงงานประเภทที่ 3) ขยายโรงงานเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต การขยายโรงงานได้แก่การเพิ่มเครื่องจักรตั้งแต่ร้อยละ  50  ขึ้นไป  หรือ  50  แรงม้าขึ้นไป  ในกรณีเดิมมีกำลังรวมเกินกว่า  100  แรงม้า  และการเพิ่มหรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารทำให้ฐานรากเดิมรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นตั้งแต่  500  ขึ้น

ไป

ง.      ประกาศให้ท้องที่ใดเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมหรือจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการกำหนดเขตประกอบอุตสาหกรรม  โดยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมมีอำนาจขึ้นและสามารถกำหนดให้บริเวณโดยรอบเขตนั้นภายในระยะที่กำหนด  เป็นเขตห้ามประกอบกิจการโรงงานโดยเด็ดขาดหรือจะอนุญาตให้ประกอบกิจการได้โดยเฉพาะโรงงานบางประเภท  ชนิด  หรือขนาดใดก็ได้

            การประกอบกิจการของโรงงานจำพวกที่  2 หรือ  3  ภายในเขตประกอบการอุตสาหกรรม

หรือเขตนิคมอุตสาหกรรมจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องแจ้งหรือได้รับอนุญาตก่อน

2.    การกำกับและดูแลโรงงาน

          กำหนดให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบสภาพภายในโรงงาน  เก็บตัวอย่าง  ยึด  หรืออายัดผลิตภัณฑ์และเอกสารที่เกี่ยวข้อง  ในกรณีที่มีเหตุสงสัยว่าอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินรวมทั้งจับกุมเพี่อส่งพนักงานสอบสวนทางกฎหมายเจ้าพนักงานสามารถสั่งปรับปรุง ปิดโรงงาน  หรือเข้าไปดำเนินการแก้ไข  โดยผู้ประกอบกิจการต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าไปจัดการนั้น  รวมทั้งค่าปรับร้อยละ  30  ต่อปี

         ในกรณีที่ทางราชการเข้าไปจัดการแก้ปัญหามลพิษ  หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากโรงงาน  ให้ขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนสิ่งแวดล้อมและเมื่อได้เงินคืนจากผู้ประกอบการให้รับมาคืนกองทุน  อาจมีการกำหนดให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการและจัดทำรายงานผลการตรวจสอบแทนการปฏิบัติการของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้

3.    บทกำหนดโทษ

ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับตั้งแต่ 5,000  ถึง  200,000  บาท  หรือจำคุกตั้งแต่  6  เดือน ถึง  2 ปี                                                                                   

หรือทั้งจำทั้งปรับ   โทษหนักที่สุดได้แก่เมื่อผู้ประกอบกิจการโรงงานฝ่าฝืนคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน  2  ปี  หรือปรับไม่เกิน  200,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  และให้ปรับอีกวันละ 5,000  บาท  จนกว่าจะหยุดประกอบกิจการ  หากสถาปนิกหรือวิศวกรยังฝ่าฝืนทำงานในโรงงานที่มีคำสั่งปิดแล้วก็จะต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้ประกอบกิจการ

           นอกจากนี้ยังมีกฎกระทรวงอุตสาหกรรมที่ออกตามความใน  . . . โรงงาน  . . 2535  อีกหลายฉบับที่สำคัญคือ

           ฉบับที่  1  ซึ่งกำหนดว่าโรงงานชนิดใดเป็นโรงงานประเภท  1,2  หรือ  3  ซึ่งกล่าวถึงโรงงาน  104  ชนิด

           ฉบับที่  2  กำหนดที่ตั้งและลักษณะโรงงาน  ทำเลที่ตั้งห่างจากที่สาธารณะ  เช่น  ห้ามตั้งโรงงานทุกประเภทในบริเวณบ้านจัดสรรเพื่อการพักอาศัย  อาคารชุดพักอาศัยและบ้านแถวเพื่อการอาศัย  เป็นต้น

           ฉบับที่ 3 กำหนดประเภทของโรงงานที่ต้องทำรายงานต่อทางการตามที่กำหนด  ได้แก่โรงงานที่ใช้หม้อต้มน้ำ  โรงงานที่มีผลกระทบต่อส่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

5.  พระราชบัญญัติการสาธารณสุข  ..  2535

           พระราชบัญญัติฉบับนี้ยกเลิก  ...  การสาธารณสุขฉบับที่มีใช้มาแต่  ..  2527และ        พระราชบัญญัติควบคุมการใช้อุจจาระและปุ๋ยที่มีใช้มาแต่  ..  2497  โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตาม  ...  นี้และให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขในการกำกับดูแลการทำงานของเจ้าพนักงานของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการจัดการปฏิบัติตามกฎหมาย

     ในกฎหมายได้ให้คำจำกัดความของ ของเสียไว้  2   ชนิด  คือ                                 “สิ่งปฏิกูล” หมายความว่า “อุจจาระหรือปัสสาวะและหมายความรวมถึงสิ่งอื่นใดซึ่งเป็นสิ่งโสโครกหรือมีกลิ่นเหม็น”

 “มูลฝอย”  หมายความว่า “ เศษกระดาษ  เศษผ้า  เศษอาหาร  เศษสินค้า  ถุงพลาสติก  ภาชนะใส่อาหาร  มูลสัตว์หรือซากสัตว์  รวมตลอดถึงสิ่งอื่นใดที่เก็บจากถนน  ตลาด  ที่สัตว์เลี้ยง  หรือที่อื่น

            กฎหมายแบ่งออกเป็น  16  หมวดได้แก่

1.    บททั่วไป  ให้รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจจากการออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพของประชาชนและมีวิธีดำเนินการเพื่อตรวจสอบควบคุมและแก้ไข

2.    คณะกรรมการสาธารณสุข ให้ตั้งคณะกรรมการสาธารณสุข โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการและกรรมการอีก 17 คน ประกอบด้วยอธิบดีกรมอนามัยและกรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนเพื่อให้มีหน้าที่เสนอคำแนะนำต่อรัฐมนตรี

3.    กำจัดสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ในการออกข้อกำหนดของท้องถิ่น เพื่อการเก็บขนและกำจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย

 

 

4.    สุขลักษณะของอาคาร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้แก้ไข อาคารที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมหรือมีสภาพรกรุงรังไม่ถูกสุขลักษณะ หรือมีคนอยู่มากเกินไปจนอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

5.    เหตุรำคาญ เหตุอันก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อาศัยในบริเวณใกล้เคียงหรือผู้ที่ต้องประสบกับเหตุนั้น เช่น การกระทำทำใดๆอันเป็นเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่น แสง รังสี ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น มีอำนาจออกคำสั่งเพื่อระงับ กำจัดและควบคุมเหตุรำคาญต่างๆได้

6.    การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ ราชการท้องถิ่นอาจกำหนดให้เป็นเขตห้ามเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ เพื่อป้องกันอันตรายจากเชื้อโรคที่ติดสัตว์

7.    กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ รัฐมนตรีสาธารณสุขมีอำนาจกำหนดให้กิจการใดเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อนดำเนินการในลักษณะที่เป็นการค้า

8.    ตลาด ร้านขายอาหาร และสถานที่สะสมอาหาร ต้องได้รับใบอนุญาตหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน

9.    การจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ

10.  อำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นและเจ้าพนักงานสาธารณสุข ให้สามารถเข้าตรวจสอบยึด หรืออายัดสิ่งของที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย ออกคำสั่งให้แก้ไข ปรับปรุง หรือหยุดการดำเนินการได้

11.  หนังสือรับรองการแจ้ง เพื่อให้เจ้าพนักท้องถิ่นทราบต้องแสดงหนังสือไวในที่เปิดเผย

12.  ใบอนุญาต เพื่อขออนุญาตก่อนประกอบกิจการตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งมีอายุ 1 ปี

13.  ค่าธรรมเนียมค่าปรับ ในกรณีขอต่อใบอนุยาติล่าช้าอาจถูกปรับ 20 %

14.  การอุทธรณ์ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขภายใน 3 วัน

15.  บทกำหนดโทษ ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับตั้งแต่ 500 ถึง 10000 บาท หรือถูกจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

16.  บทเฉพาะกาล

6.      พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย

พระราชบัญญัตินี้ให้ยกเลิก  .  .  .  เก่าที่ใช้มาตั้งแต่  .  .  2510  และ  .  .  2516  ทั้งยังให้ความหมายของคำว่า  “วัตถุอันตราย” หมายความว่าวัตถุดังต่อไปนี้

1.    วัตถุระเบิดได้

2.    วัตถุไวไฟ

3.    วัตถุออกซิไดซ์  และวัตถุเปอร์ออกไซด์

4.    วัตถุมีพิษ

5.    วัตถุที่ทำให้เกิดโรค

6.    วัตถุกัมมันตรังสี

7.    วัตถุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

8.    วัตถุกัดกร่อน

9.    วัตถุที่ทำให้เกิดการระคายเคือง

10.  วัตถุอย่างอื่น  ไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใดที่ทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล  สัตว์  พืช  ทรัพย์  หรือสิ่งแวดล้อม

      กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมถึง  การผลิต  นำเข้า  ส่งออก  ขาย  มีไว้ในคุ้มครอง  วัตถุอันตราย โดยให้รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้รับผิดชอบ  กฎหมายแบ่งออกเป็น  4  หมวด  คือ

1.    คณะกรรมการวัตถุอันตราย  ให้ประกอบด้วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานมีอำนาจในการพิจารณาร้องเรียนและให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

2.    การควบคุมวัตถุอันตราย  ให้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายขึ้นในกระทรวงอุตสาหกรรมและแบ่งวัตถุออกเป็น  4  ชนิดได้แก่

1)   วัตถุอันตรายที่การผลิต  การนำเข้า  การส่งออก  หรือการมีไว้ในครอบครองต้องปฏิบัติตามเกณฑ์และวิธีที่กำหนด

2)   วัตถุอันตรายที่การผลิตการนำเข้า  การส่งออกหรือการมีไว้ในครอบครองต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนและต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด

3)   วัคถุอันตรายที่การผลิต  การนำเข้า  การส่งออก  หรือการมีไว้ในครอบครองต้องได้รับอนุญาตก่อน

4)   วัตถุอันตรายที่การผลิต  การนำเข้า  การส่งออก  หรือการมีไว้ในครอบครอง

ให้อำนาจกระทรวงที่รับผิดชอบคุณสมบัติ  ภาชนะ  การตรวจสอบ  ฉลากการผลิต  นำเข้า  ส่งออก  เก็บ  ทำลาย  และให้มีผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบกำหนดขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตราย

        นอกจากนี้ยังห้ามผู้ผลิต  นำเข้า  ส่งออก  มีไว้ในครอบครองวัตถุอันตรายต่อไปนี้

1.    วัตถุอันตรายปลอม

2.    วัตถุอันตรายผิดมาตรฐาน

3.    วัตถุอันตรายเสื่อมคุณภาพ

4.    วัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้

5.    วัตถุอันตรายที่ถูกสั่งเพิกถอนทะเบียน

         ในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่เพื่อตรวจสอบ  เก็บตัวอย่าง  ตรวจค้น  กัก  ยึด  หรือายัด  และมีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำได้  วัตถุอันตรายที่ถูกอายัด  อาจถูกทำลายหรือจัดการดำเนินการขายทอดตลาดภายใน  3  เดือน  โดยคืนเงินให้เจ้าของหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วตามควรแก่กรณี

3.    หน้าที่และความรับผิดทางแพ่ง  กำหนดให้ผู้ผลิต  นำเข้า  ผู้ขนส่ง  ผู้มีไว้ในครอบครองใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบรับผิดชอบต่อการเสียหายอันเกิดแก่วัตถุอันตรายโดยมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับผู้ที่ส่งมอบวัตถุอันตรายให้ตนจนถึงผู้ผลิตภายใน  3  ปี  นับแต่วันที่ตนได้รับค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่วัตถุอันตรายก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวมหรือทรัพยากรธรรมชาติพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายของรัฐได้

4.    บทกำหนดโทษ  ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับตั้งแต่  10,000 ถึง 1,000,000 บาท  หรือจำคุกตั้งแต่  1  เดือน  ถึง  10  ปี  หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

 

 


คลิ๊กนี้มีความหมาย

Copyright (c) 2011 by www.engineerthailand.com